วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Direct and Indirect Speech




Direct Speech

The exact words that someone says are called direct speech. Quotation marks “   ” are used to set off direct speech.

Mom said, “Where are my keys?”

“This ice cream is delicious,”said Tom.

“Have you boys washed your hands?”asked Dad.

“Please get out of the car,”the police officer ordered.

“What a beautiful dress!”said Sally.


Indirect Speech

You can report what someone says without using their exact words. To do this, use a verb like say, ask or tell, followed by that. This is called indirect speech. There are several differences between a sentence with direct speech and a sentence with indirect speech.

You don’t use quotation marks with indirect speech.

You change the tense of the verb.

You change the pronouns and determiners.


Here are some examples. The verb tenses that change are printed in bold and the pronouns and determiners that change are printed in color. Remember that the past tense of can is could and the past tense of will is would.

direct speech                                         indirect speech

Maggie said, “I feel ill.”                            Maggie said that she felt ill.

Sumiko said, “It’s time to leave.”              Sumiko said that it was time to leave.

I can’t find my book,” said Alice.            Alice said that she couldn’t find her book.

“John is hitting me,” said Peter.               Peter said that John was hitting him.

Dad said, “I haven’t had my                   Dad said that he hadn’t had his

breakfast yet.”                                        breakfast yet.

My car won’t start,” said Mom.              Mom said that her car wouldn’t start.


In indirect speech people often leave out the conjunction that.

Maggie said that she felt ill.

Sumiko said that it was time to leave.

Alice said that she couldn’t find her book.

Peter said that John was hitting him.

Dad said that he hadn’t had his breakfast yet.


When you are using indirect speech to report a statement that is still true now, you don’t change the tense of the verb.

direct speech                                          indirect speech

John said, “My mom doesn’t like fish.”    John said that his mom doesn’t like fish.

“I live in a house by the sea,” said Anna.  Anna said that she lives in a house by the sea.

Dad said, “Paris is a beautiful city.”           Dad said Paris is a beautiful city.


Indirect Commands

Use verbs like order, tell and warn to report orders and instructions.

The construction to + verb or not to + verb may also be used.

direct speech                                                  indirect speech 

  The teacher said, “Stop running in                     The teacher ordered us to stop

the corridor!”                                                 running in the corridor.

  “Put your books away, children,”                       Mr. Park told the children to put their

said Mr. Park.                                                  books away.

  Dad said to David, “Please help me                    Dad asked David to help him by

by washing the dishes.”                                    washing the dishes.

  Jack said to Maggie, “Please                               Jack begged Maggie not to tell

don’t tell anyone my secret!”                           anyone his secret.

  Miss Lee said to Alan, “Don’t be                          Miss Lee warned Alan not to be

late again tomorrow.”                                       late again the next day.


Indirect Questions

The verb ask is usually used to report questions.

direct speech                                                    indirect speech

Sally said, “Where is my backpack?”                    Sally asked where her backpack was.

Peter said, “Have you finished your homework.     Peter asked if I had finished my

    homework?”                               

To report a question, put the subject before the verb or helping verb. Remember that the subject comes after the helping verb when you ask a question. Here are some examples. The subjects are printed in bold and the verbs are printed in color.

asking a question                                    reporting a question

“Where are they going?”                         I asked where they were going.

Can Jack ride his bike?”                         I asked if Jack could ride his bike.

Did Miss Lee sing a song?”                      I asked whether Miss Lee sang a song.

Has she finished her homework?”           I asked if she had finished her homework.


To report a question-word question, use the same question word in direct speech.

 direct speech                                         indirect speech

 Mom said, “Where are your shoes?”        Mom asked where my shoes were.

 Maggie said, “Who has taken my pen?”    Maggie asked who had taken her pen.

  “What time does the show start?”          Sue asked what time the show started. 
asked Sue.


When you are reporting yes or no questions, use if or whether after the verb.

direct speech                                 indirect speech

“Is it raining?” asked Tom.               Tom asked if it was raining.

Alice said, “Can you help us?”         Alice asked whether I could help them.

Dad said, “Is the train on time?”       Dad asked if the train was on time.


reference: Basic English Grammar, Book 2

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

HOW TO WRITE BETTER ENGLISH




      ก่อนที่จะไปดูวิธีแก้ไขและพัฒนาทักษะการเขียน เราต้องพิจารณาก่อนว่าอะไรคือจุดอ่อนที่ทำให้เราเขียนไม่ได้ซักที จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดค่ะ

การเรียงลำดับของคำ
      แม้ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษจะมีรูปแบบประธาน + กริยา + กรรม เหมือนกันอย่างฉันรักเธอกับ I love you. แต่เวลาใส่คำขยายต่างๆ เข้าไปในประโยค ลำดับจะต่างกันอย่างฉันมีกระเป๋าสีแดง ก็เป็น I have a red bag.
      นอกจากนี้เวลาทำเป็นประโยคคำถาม ภาษาอังกฤษก็จะย้ายคำกริยามาไว้หน้าประธาน ทั้งที่ภาษาไทยไม่มี เช่น นั่นคือแฟนเธอรึเปล่า กับ Is that your boyfriend? หรือเธอชื่ออะไร What is your name? (แปลตรงตัวได้ว่าอะไรคือชื่อเธอ)
      Did his dad tell him not to worry? ประโยค นี้ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพราะคำศัพท์ก็แปลออกทุกตัว แต่ถ้าให้เขียนเองตั้งแต่แรก พี่เชื่อว่าหลายคนคงไม่แน่ใจว่าเรียงประโยคยังไงให้อ่านรู้เรื่อง (จงแปลประโยคต่อไปนี้เป็นภาษาอังกฤษ “พ่อของเขาบอกเขารึเปล่าว่าไม่ต้องเป็นห่วง”) 

เรื่องของเวลาและ Tense ต่างๆ
      ภาษาไทยไม่ต้องเปลี่ยนรูปตามกาล จะกินเมื่อวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้ ก็ยังคง “กิน” อยู่วันยังค่ำ แต่ภาษาอังกฤษกลับมีตั้ง 12 Tenses ทั้งอดีตของอดีต ทำแล้วจบแล้วในอดีต ทำแล้วแต่ยังไม่จบ จะทำแบบแน่นอน จะทำแบบยังไม่แน่นอน หรือแม้แต่กาลปัจจุบันอย่าง Present Simple Tense ที่กริยายังต้องเติม –s, -es เมื่อ ประธานเป็นเอกพจน์อีก ตอนเด็กๆ พี่ก็เคยสงสัยค่ะว่ามันจะทำมาเยอะแยะทำไม แต่พอคิดได้ว่าคำตอบคงอยู่ที่คนคิดภาษาอังกฤษซึ่งไม่รู้ว่าจะไปเจอได้ที่ไหน แล้ว พี่เลยเปลี่ยนมาจำว่ามันมี Tense อะไรบ้าง แต่ไปสงสัยเรื่องการใช้แต่ละ Tense ให้ถูกต้องแทน (ต้องบอกว่าการสงสัยแบบหลังนี่เกิดประโยชน์มากกว่ากันเยอะ) 

 เครื่องหมายวรรคตอน
     ภาษาไทยใช้เครื่องหมายวรรคตอนไม่บ่อยมากนัก เมื่อจบประโยคก็ไม่ต้องใส่จุดด้วย (มหัพภาค) แต่ภาษาอังกฤษต้องจบประโยคด้วยจุด เพราะภาษาไทยใช้การเว้นวรรคแสดงการจบประโยคอยู่แล้ว แต่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เขียนเว้นวรรคทุกคำจึงต้องมีจุดแสดง ส่วนประโยคคำถาม ในภาษาไทยก็ไม่นิยมใช้เพราะแต่เดิมไทยไม่มีเครื่องหมายปรัศนี (?) จนกระทั่งรู้จักภาษาต่างประเทศ และถือว่ามีคำไทยที่รวมความเป็นเครื่องหมายคำถามเข้าไปในตัวอยู่แล้ว จึงไม่ต้องแสดงเครื่องหมายคำถามอีก เช่น กี่, ใคร, อะไร
     นอกจากนี้ภาษาไทยยังมีไม้ยมก (ๆ), ไปยาลน้อย (ฯ), ไปยาลใหญ่ (ฯลฯ) ที่ภาษาอังกฤษไม่มีใช้  ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จุกจิกเรื่องเครื่องหมายวรรคตอนเยอะมาก มีกฎเยอะแยะไปหมด แต่ภาษาไทยเน้นใช้ “วรรค” เป็นหลัก ซึ่งวรรคของภาษาไทยแทนเครื่องหมายวรรคตอนของภาษาอังกฤษได้หลายตัวมาก ทำให้เป็นอีกหนึ่งปัญหาการเขียน เพราะเดาไม่ถูกว่า “วรรค” ตรงนี้ควรเป็นเครื่องหมายไหนดี
สุภาษิต คำพังเพย สำนวน
     แต่ละภาษามีสุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่างกันตามวัฒนธรรมและลักษณะของประเทศนั้นๆ อย่างหนีเสือปะจระเข้ จะกลายเป็นหนีกระทะทอดไปเจอกองไฟทันที (Out of the frying pan and into the fire) หรือเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามก็เป็นเข้ากรุงโรมต้องทำตามชาวโรมัน (When in Rome do as the Romans do) ซึ่งเวลาจะใช้คนไทยคงนึกไม่ถึงกรุงโรมแน่ๆ ถ้าจะเปรียบเทียบก็น่าจะเลือกอาณาจักรที่ไทยเราคุ้นเคยมากกว่าอย่างกรุงอโยธยา
     ถึงสำนวนพวกนี้ไม่สามารถแปลตรงตัวได้ แต่โชคดีที่ปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลมากมายที่ช่วยให้เรารู้ว่าอันไหนเป็นอัน ไหน ทำให้ไม่ต้องพยายามแปลเองผิดๆ ถูกๆ อีกแล้วค่ะ

ไม่รู้คำศัพท์
     จริงๆ ปัญหานี้แก้ได้ง่ายมากเพราะมีพจนานุกรมตั้งหลายประเภท แต่ที่เป็นปัญหาจริงๆ น่าจะเป็นการใช้ไม่เป็นมากกว่า ไม่รู้ว่าคำนี้ใช้ในประโยคนี้ได้หรือไม่ หรือว่าคำนี้มีความหมายด้านบวกหรือลบ หรือไม่แน่ใจว่ามันให้ความหมายตรงกับที่คิดไว้ในหัวรึเปล่า ฉะนั้นต้องมีพจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษติดไว้ด้วยอีก เล่มหนึ่งค่ะ เลือกเล่มที่อธิบายความหมายเยอะๆ และยกตัวอย่างเยอะมากๆ จะได้เห็นภาพมากขึ้นว่าคำที่เราเลือกจากพจนานุกรมไทย-อังกฤษไปใช้นั้น มันถูกต้องจริงๆ แล้วรึยัง

ไม่รู้จะเขียนอะไร/ไม่มีอะไรจะเขียน
     ข้อนี้จัดเป็นปัญหาการเขียนแบบไม่ขึ้นกับภาษา อย่างนี้แสดงว่าต่อให้เป็นภาษาไทยก็ยังไม่รู้จะเขียนอะไรอยู่ดี ซึ่งพี่ไม่สามารถช่วยได้ค่ะ 5555


      วิธีที่ดีที่สุดคือคิดเป็นภาษาอังกฤษไป เลยค่ะ ห้ามคิดเป็นภาษาไทยแล้วแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษ เพราะรายละเอียดหลายๆ อย่างอาจจะตกหล่นระหว่างการแปลได้ แต่พี่ก็เข้าใจค่ะว่ามันพูดง่ายแต่ทำยากสำหรับใครหลายๆ คน เพราะมันต้องอาศัยความคุ้นเคย ถึงจะทำให้คิดเป็นภาษาอังกฤษได้เลย แต่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการฟังหรืออ่านก็ได้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยในการใช้ภาษาค่ะ แต่ในระหว่างที่ยังไม่คุ้นกับการใช้ภาษาอังกฤษ ก็มีวิธีช่วยพัฒนาทักษะการเขียน ดังนี้
      การเขียนร่างหลายๆ ครั้งหรือเขียนแล้วทบทวนแก้ไขหลายรอบ อย่าเขียนครั้งเดียวส่งค่ะ ร่างเสร็จก็ตรวจทานใหม่ ถ้าเป็นการบ้านที่อีกนานกว่าจะส่งก็ให้รีบทำแต่เนิ่นๆ ตรวจรอบแรกแล้วทิ้งไว้ซัก 3 วันมาอ่านอีกที แก้ไขแล้วก็เว้นไว้อีก 5 วันมาแก้อีกรอบ ควรเว้นจังหวะระหว่างการแก้ไขแต่ละครั้งด้วย (เหมือนแต่งนิยาย) ครั้งหลังๆ มาอ่านก็จะรู้สึกว่า “วันนั้นฉันเขียนอะไรลงไปเนี่ย”
     จับอะไรรวมกันได้ก็รวมเข้าด้วยกัน ถ้าน้องๆ รู้สึกว่าทำไมงานเขียนตัวเองมันดูพื้นๆ มากเลย มีแต่ I am. He is. They are. เต็มไปหมด เช่น He has beautiful eyes. They are green. He is looking right at me. ก็ลองรวมเป็น His beautiful green eyes are looking right at me. ซึ่งสามารถฝึกการแปลงรูปประโยคได้จากการอ่านและฟังเยอะๆ ดูหนังฟังเพลงจัดเต็มไปเลยค่ะ
     ลองอ่านออกเสียงเผื่อสะดุด การอ่านออกเสียงทำให้เราได้ใช้ประสาทสัมผัสเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประสาทสัมผัสที่เพิ่มขึ้นก็เหมือนกับตัวช่วยตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น บางทีพูดไปพูดมาน้องก็อาจจะรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมากับบางประโยค
     ขยันพิมพ์ภาษาอังกฤษในสเตตัส ใครจะว่าก็ช่าง แต่เราทำเพื่อพัฒนาทักษะตัวเอง เวลาอยากจะเม้าธ์หรือวิจารณ์หนังที่เพิ่งไปดูมา ก็ลองเปลี่ยนมาอัพสเตตัสเป็นภาษาอังกฤษแทน พยายามแสดงเหตุผลไปเยอะๆ พระเอกหล่อยังไง ตัวโกงดีเลวยังไง ดนตรีประกอบเพราะมั้ย เขียนไป ตามใจชอบเลยค่ะ เพื่อนในเฟซบุ๊คที่เก่งภาษาอังกฤษผ่านมาเห็นก็จะช่วยแนะนำแก้ไขให้ และการแสดงความเห็นเป็นภาษาอังกฤษบ่อยๆ ก็จะทำให้ไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวเวลาต้องเขียนงานค่ะ
     พิมพ์ลง Google เมื่อมีประโยคที่ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกมั้ย วางคำขยายถูกตำแหน่งหรือยัง ให้ลองพิมพ์ประโยคนั้นลง Google ดู ค่ะ ผลลัพธ์ที่ขึ้นมาจะช่วยยืนยันได้ว่ามีคนเขียนแบบนี้หรือไม่ แต่ต้องอ่านทีละผลลัพธ์ดีๆ นะคะ ว่าเขาใช้ในสถานการณ์เดียวกันกับเรารึเปล่า



     หลายคนคงไม่อยากเขียนไปถามอาจารย์ว่าถูกไหม เพราะกลัวอะไรหลายๆ อย่าง (ถ้าผิดอายตายเลย)  เลยมีเว็บไซต์ดีๆ ที่มีแบบฝึกหัดมาฝากค่ะ

     http://www.rong-chang.com/ex/contents.htm แบบฝึกหัดไวยากรณ์แบบปรนัย
     http://www.rong-chang.com/easyread/emx/contents.htm แบบฝึกหัดการเรียงประโยค คลิกทีละคำได้เลย ไม่ต้องพิมพ์ค่ะ
     http://www.rong-chang.com/writing/ แบบฝึกหัดเขียนประโยคตามรูปแบบหรือไวยากรณ์ที่กำหนดให้
     http://www.rong-chang.com/qa2/index.html รวมเรื่องสั้นพร้อมคลิปเสียง ที่จะทำให้เห็นรูปแบบการเขียนมากขึ้น
     http://www.common-mistakes.net/ เว็บรวบรวมคำผิดที่เจอบ่อยในการเขียนภาษาอังกฤษ อย่างคำที่ความหมายใกล้กัน
     http://oxforddictionaries.com/words/better-writing รวมข้อมูลที่จำเป็นทุกอย่างทั้งไวยากรณ์ พจนานุกรม การสะกด เครื่องหมายวรรคตอน และอื่นๆ อีกมากมาย

     คำศัพท์ภาษาอังกฤษแต่ละคำนอกจากจะมีความหมายตามพจนานุกรมแล้ว หลายคำยังสามารถให้อารมณ์ได้อีกด้วย นั่นคือแทนที่จะหมายถึงสิ่งหนึ่งเฉยๆ แล้ว ยังให้ความรู้สึกไปด้วยว่าเรากำลังพูดถึงสิ่งนั้นในแง่บวกหรือลบ เรียกว่า Connotation ค่ะ เช่น Slim, Skinny, Slender, Thin ทั้งหมดแปลว่าผอม แต่ Skinny ให้ความรู้สึกแง่ลบ เพราะบอกเป็นนัยว่าผอมเกินไป ผอมแบบสุขภาพไม่ดี ส่วน Slim กับ Slender ให้ความหมายแง่บวกแบบตัวผอมหุ่นดี ในขณะที่ Thin คือผอมเฉยๆ ไม่ได้ใส่ความรู้สึกอะไรลงไป

     หรือ
House กับ Home ที่ต่างก็แปลว่าบ้านเหมือนกัน แต่ Home ให้ ความรู้สึกของบ้านทางใจ ที่ที่มีครอบครัว มีคนที่เรารักรออยู่ ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น ไม่ใช่แค่อาคารที่อยู่อาศัยประเภทหนึ่งเท่านั้น การรู้จักพวก
Connotative Word (คำที่เป็น connotation) จะช่วยทำให้เราสื่อสารได้ตรงกับความรู้สึกได้ดีขึ้นมากเลยค่ะ ลองไปดูตัวอย่างกัน  


Positive Connotation
ความหมายแง่บวก
Denotation
ความหมายปกติ
ตามพจนานุกรม
Negative Connotation
ความหมายแง่ลบ
คำแปล
aroma smell stench กลิ่น
thrifty inexpensive cheap ไม่แพง, ถูก
cabin hut shack กระท่อม
strong-willed stubborn pig-headed หัวแข็ง
previously owned second hand used ใช้แล้ว
unusual strange weird แปลก
      
ซึ่งการที่จะรู้ได้ว่าคำไหนมีความหมายตรงๆ คำไหนให้อารมณ์ร่วม แล้วเป็นความรู้สึกแง่บวกหรือลบนั้น ต้องอาศัยความคุ้นเคย ที่มาจากการอ่านหนังสือ ชมภาพยนตร์ หรือฟังเพลงภาษาอังกฤษเยอะๆ ค่ะ ถึงจะเข้าใจได้ว่าเขาจัดคำนั้นๆ ไว้ในหมวดไหน ซึ่งการจัด connotation นี้ก็ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วสังคมที่ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะในบางกลุ่มอาจจะบางคำในมุมที่ต่างออกไปก็ได้

ขอขอบคุณพี่พิซซ่าเจ้าของบทความจาก
http://www.dek-d.com/studyabroad/